อาหารจังก์ฟู้ด ไม่ดีต่อสมองลูก

       ลูกวัยเตาะแตะควรเป็นวัยเริ่มต้นสอนการกินอาหารเด็กที่ดี  แต่การปล่อยให้เด็กๆ กินอาหารขยะหรือจังก์ฟู้ดที่เต็มไปด้วยน้ำตาล ไขมัน และเกลือมากเกินไป (เกินกว่า 3 ครั้งใน 1 สัปดาห์)  ส่งผลให้กระบวนการพัฒนาของเซลล์สมองด้อยประสิทธิภาพ และอาจทำให้เด็กมีไอคิวต่ำกว่าเพื่อนวัยเดียวกันได้ 
       ผลจากการวิจัยชิ้นหนึ่งในต่างประเทศที่ได้นำระดับไอคิวของเด็กที่รับประทานขนมกรุบกรอบอย่างมันฝรั่งทอด บิสกิต หรือพิซซ่าตั้งแต่อายุน้อยๆ (ไม่เกิน 3 ขวบ) มาเปรียบเทียบกับเด็กที่รับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ และอาหารที่ทำเองในบ้าน พบว่า เด็กกลุ่มแรกมีไอคิวต่ำกว่าเด็กกลุ่มที่สองอย่างน้อย 5 คะแนน และแม้ว่าพ่อแม่จะปรับอาหารให้ดีขึ้นในภายหลัง ก็อาจสายเกินไป   เพราะกระบวนการพัฒนาและเจริญเติบโตของสมองนั้น ช่วง 3 ขวบปีแรกถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของชีวิต 
       การให้เด็กๆ ในวัยนี้รับประทานแต่อาหารที่เต็มไปด้วยไขมัน น้ำตาล ไม่เพียงทำให้สมองของเด็กเติบโตได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น แต่ยังทำให้เด็กขาดวิตามิน และสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาสมองด้วย
       ยิ่งไปกว่านั้นทีมวิจัยจาก St George's Hospital Medical School ประเทศอังกฤษพบว่า การรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีและอีสูง รวมถึงผลไม้รสเปรี้ยว และผักที่ให้เบต้าแคโรทีนสูง (เช่น ผักใบเขียวต่างๆ ) นั้น มีส่วนช่วยให้การทำงานของปอดดีขึ้นได้ ส่วนการรับประทานอาหารรสเค็ม และอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง (ซึ่งพบได้มากในกลุ่มอาหารฟาสต์ฟู้ด) นั้นจะกระทบต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ได้ด้วย...เพื่อสุขภาพและพัฒนาการ 360°อัจฉริยะรอบด้านของลูก  จึงต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพอาหารสำหรับเด็กกันค่ะ