ดีเอชเอ ในปลาทะเลกับปลาน้ำจืดต่างกันอย่างไร?

       เราทราบกันดีแล้วว่า ดีเอชเอ (DHA -DOCOSAHEXANOIC ACID) ซึ่งเป็นกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3  มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง ช่วยพัฒนาจอประสาทตา

       ดีเอชเอ มีมากในนมแม่ และเนื้อปลา  เมื่อลูกเข้าสู่วัยที่สามารถรับอาหารเสริมได้แล้ว คุณแม่หลายคนจึงเลือกที่จะเสริมเมนูอาหารเด็กจาก “เนื้อปลา” ให้แก่ลูก เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งของโปรตีนชั้นยอดแล้ว ยังเป็นแหล่งดีเอชเอชั้นดีด้วย ที่สำคัญไม่เฉพาะแต่เนื้อปลาทะเลเท่านั้น ที่มีดีเอชเอ ในปลาน้ำจืดหลายชนิดก็มี ดีเอชเอ ในปริมาณที่พอๆ กันและมีคุณค่าไม่แตกต่างกัน บางชนิดกลับมีดีเอชเอ มากกว่าปลาทะเลเสียอีก

       ศ.พญ.ชนิกา ตู้จินดา  กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เคยกล่าวไว้เมื่อครั้งร่วมแถลงข่าวในงาน "กินปลาช่วยชาติ เงินหดน้อย พุงไม่มา โรคร้ายไม่มี" ว่า คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าโอเมก้า 3 (สารตั้งต้นของ DHA) มีเฉพาะในปลาทะเล แต่ในปลาน้ำจืดก็มีโอเมก้า 3 สูง บางประเภทสูงกว่าปลาทะเลเสียอีก ตัวอย่าง...

ปลาทะเล

• ปลาแซลมอล  ปริมาณ DHA/น้ำหนัก 100 g คือ ~1000-1,700 มก.

• ปลากะพงขาว   ปริมาณ DHA/น้ำหนัก 100 g คือ ~ 310 มก.

ปลาน้ำจืด

• ปลาสวายเนื้อขาว ปริมาณ DHA/น้ำหนัก 100 g คือ ~ 2,570 มก.

• ปลาช่อน  ปริมาณ DHA/น้ำหนัก 100 g คือ ~ 870 มก.

       ดังนั้น คุณแม่จึงสามารถเลือกสรร เมนูอาหารเด็ก จาก “เนื้อปลา” มาปรุงเป็นอาหารเสริม (เช่น เนื้อปลาครูด เนื้อปลาบด เนื้อปลาสับหยาบ) เพิ่มดีเอชเอ บำรุงสมอง ให้ลูกได้อย่างสบายใจ เพราะไม่ว่าจะเป็นปลาทะเล หรือปลาน้ำจืด ก็มั่นใจได้ว่าลูกจะได้รับสารอาหารอย่างดีเอชเอเช่นกัน  และปลาน้ำจืดยังดีในแง่ที่ลูกจะไม่เสี่ยงต่อการแพ้ด้วยค่ะ