คุณแม่ทุกคนอยากเห็นภาพของลูกน้อยที่สุภาพเรียบร้อย ปฏิบัติต่อเพื่อนๆ หรือผู้ใหญ่ด้วยความอ่อนโยน ซึ่งคุณแม่ก็มีส่วนสำคัญ ที่ทำให้ภาพนี้เป็นจริงขึ้นมา ด้วยการช่วยเค้าเสริมทักษะการเข้าสังคม เพราะคุณแม่ถือเป็นครูคนแรกของลูก และเป็นคนสำคัญ ที่จะช่วยพร้อมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมทั้งทางด้านความคิดและพฤติกรรม ให้ลูกน้อยของคุณแม่เติบโตขึ้นอย่างมีความสุข

การควบคุมตัวเอง การเข้าอกเข้าใจผู้อื่น และการสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ เป็นตัวอย่างทักษะทางสังคมที่ลูกน้อยจำเป็นจะต้องมี เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสังคม

1. อยู่กับลูกในทุกการเรียนรู้

คุณแม่ทุกคนอยากให้ลูกน้อยเป็นเด็กดี แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ คุณแม่ก็จะต้องผ่าน ช่วงที่เค้าทำตัวน่าปวดหัวที่สุดเสียก่อน คุณแม่อาจจะเคยได้ฟังคำบอกเล่าจากคนอื่น ในช่วง “วายร้ายวัย 2 ขวบ และ 3 ขวบ” แต่คุณแม่ต้องจำไว้เสมอว่า มันจะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราเข้าใจและหมั่นฝึกฝนให้ลูกมีทักษะ ทางสังคมที่ดี

ต่อมาเค้าจะพูดคุยกับคุณแม่ หรือแม้แต่คุยกับของเล่นได้เป็นฉากๆ และ เมื่อเค้าโตขึ้นมาอีกหน่อย ก็จะเล่นบทบาทสมมติ กล้าที่จะเสนอ ความเห็นของตัวเองในกลุ่มเพื่อน และเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นได้ เช่น ดีใจเมื่อมีใครสักคนชนะ เสียใจเมื่อเห็นใครบางคนกำลังร้องไห้ และหาทางปลอบเพื่อนให้รู้สึกดีขึ้น

ให้คุณแม่เฝ้าดูพฤติกรรมเหล่านี้ ชมลูกเวลาที่เค้าทำเรื่องดีๆ และอธิบายด้วยเหตุผลเวลาที่เค้าทำเรื่องไม่ดี พร้อมแนะนำสิ่งที่ควรทำ เพื่อให้เค้าได้เข้าใจว่าแบบไหนถึงเป็นเด็ก น่ารัก และแบบไหนเป็น การกระทำของเด็กที่ไม่น่ารัก

2. อดทน ฝึกฝน และอดทน วนไป

ในการฝึกทักษะการเข้าสังคมให้กับลูกน้อยก็เหมือนกัน ให้คุณแม่พยายามฝึกในทุกๆ ที่ที่มีโอกาส คอยสอนเค้าให้รู้จักรอคอย ก่อนที่จะพูดแทรกในระหว่างการสนทนา เค้าจำเป็นต้องเข้าใจว่า การสนทนามี 2 ฝ่าย และเค้าต้องหยุดและปล่อยให้คนอื่นพูดบ้าง เมื่อเค้าโตขึ้นมา

ก็สอนให้เค้าได้รู้จักวิธีเรียกความสนใจจากคุณแม่อย่างสุภาพ ก่อนที่จะเริ่มต้นบทสนทนา ทักษะเบื้องต้นพวกนี้จะช่วยปูพื้นฐานของ ทักษะทางสังคมที่ดี

อีกอย่างหนึ่งที่คุณแม่ควรจะฝึกพื้นที่ส่วนตัว ควรจะสอนลูกให้เคารพพื้นที่ส่วนตัวของอีกฝ่าย ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เค้าหยิบ หรือแย่งของเล่นของคนอื่นมาตามอำเภอใจ

สุดท้าย คุณแม่ควรสอนให้เค้ารู้จักเห็นใจ และให้ความร่วมมือกับคนอื่น เค้าจำเป็นจะต้องเข้าใจว่าจะทำงาน หรือทำกิจกรรม ร่วมกับคนอื่นได้อย่างไร ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเมื่อเค้าอยากจะเล่นวิ่งแข่งกับปู่ของเค้า คุณแม่ต้องสอนเค้าว่าคุณปู่จะเหนื่อยเกินไป และช่วยสนับสนุนให้เค้าลองหากิจกรรมอื่นเพื่อที่จะมาเล่นด้วยกันได้

3. ให้เค้าได้เจอเพื่อนบ่อยๆ

ปกติแล้ว เด็กในช่วงวัยหัดเดินจะเริ่มเข้าไปนั่งเล่นใกล้ๆ กับเด็กคนอื่นก่อน เห็นเค้าเล่นอะไรก็จะเล่นตาม แต่อาจจะยังไม่ได้มีการพูดคุย หยอกล้อกันในทันทีทันใด ซึ่งสิ่งนี้จะตามมาในภายหลัง

เมื่อลูกโตขึ้นแล้ว คุณแม่อาจจะหาเวลาให้เค้าได้เล่นนอกบ้าน มากขึ้น เปิดโอกาสได้โต้ตอบกับคนอื่น อย่างการเล่นเป็นพ่อแม่ลูก การเล่นลักษณะนี้จะช่วยฝึกเค้าทั้งทางด้านภาษา กระบวนการคิด การแสดงออก และการเข้าสังคม ไปพร้อมๆ กัน

4. อาหารอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ช่วยเสริมการพัฒนา

ในอีกบทความหนึ่ง เราได้ตั้งคำถามว่า สารอาหารมีผลต่อพัฒนาการด้าน EQ หรือไม่? และคำตอบคือ ใช่แล้ว สมองของเด็กเริ่มที่จะพัฒนาตั้งแต่ยังเล็กๆ และพัฒนาการที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นนั้น จำเป็นต้องมีสารอาหารที่สำคัญ หนึ่งในนั้นก็คือกลูโคส ซึ่งจะให้พลังงานกับเซลล์ประสาท ทำงานควบคู่ไปกับกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่าง DHA ซึ่งช่วยสร้างรากฐานให้กับสมอง

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการค้นพบที่เรียกได้ว่าสร้างปรากฏการณ์ให้กับ วงการอาหารสำหรับเด็ก เมื่อเราสามารถนำเยื่อหุ้มอนุภาคไขมันในนม (MFGM) เอามาเป็นส่วนผสมในนมผงสำหรับทารกได้แล้ว ซึ่ง MFGM นั้นเป็นส่วนประกอบที่อุดมไปด้วยสารอาหาร การวิจัยในระดับเซลล์ 2 สารอาหารเชื่อมเซลล์สมอง แสดงให้เห็นว่า การได้รับ DHA คู่กับส่วนประกอบ MFGM และส่งผลไปถึงการสร้างนิสัย ในอนาคตด้วย

หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับส่วนประกอบมหัศจรรย์นี้ สามารถเข้าไปอ่านได้ที 7 สิ่งที่คุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับ MFGM

ดาวน์โหลดฟรี! แอพพลิเคชั่นเพื่อแม่ตั้งครรภ์

หากคุณแม่ต้องการข้อมูล เคล็ดลับเพิ่มเติมเกี่ยวกับพัฒนาการของทารกตลอดช่วงระยะเวลาการตั้งครรภ์ คำแนะนำด้านโภชนาการ และรับสิทธิประโยชน์เพื่อลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์จนถึง 3 ปี คุณสามารถสมัครสมาชิก Enfa Smart Club ผ่านแอพพลิเคชั่นเพื่อแม่ตั้งครรภ์ฟรี ที่นี่ Enfa A+ Genius Baby