ฉลาดเรียนรู้

ลูกฉลาดเรียนรู้ ด้วยคำถามปลายเปิด

       ถ้าคุณแม่อยากให้ลูกพัฒนาความคิดและฉลาดเรียนรู้ คุณแม่สามารถสอนลูกเองได้ที่บ้าน โดยการพูดคุยกับลูกด้วยคำถามแบบปลายเปิด ซึ่งก็หมายถึงคำถามที่ลูกสามารถตอบได้อย่างอิสระ ไม่กำหนดคำตอบตายตัว ไม่มีคำตอบถูกหรือผิด
       การตั้งคำถามแบบปลายเปิดจะทำให้ลูกได้คิดเองก่อนตอบ และทำให้คุณแม่ถามคำถามต่อไปได้ลึกกว่าเดิมและได้รู้ว่าลูกคิดยังไงต่อเรื่องที่คุณแม่ถามด้วย โดยธรรมชาติ เด็กชอบคิดอยู่แล้ว อย่าหยุดการเรียนรู้และจินตนาการของลูกโดยการใส่กรอบคำตอบถูก-ผิดให้ลูก  คุณแม่อาจจะเริ่มเกริ่นด้วยคำถามปิดก่อน เพื่อให้ลูกคุยกับคุณแม่ง่าย ๆ เช่น ถามลูกว่าไปโรงเรียนสนุกมั้ย แล้วค่อยถามว่าสนุกหรือไม่สนุกยังไง หรือคุณแม่อาจจะถามความเห็นลูกว่า “ใช่” “ไม่ใช่” ก่อน แล้วค่อยถามว่า ลูกคิดว่ามัน “ใช่/ไม่ใช่” ยังไง/ เพราะอะไร เมื่อลูกฟังคำถามแบบเปิด ลูกจะเริ่มเรียนรู้แล้วว่าคำถามของคุณแม่แบบนี้ควรจะตอบแบบไหน และจะพยายามสื่อสารออกมาให้คุณแม่เข้าใจในที่สุดค่ะ

ฉลาดเคลื่อนไหว

ฉลาดเคลื่อนไหวในสนามเด็กเล่น

       ในยุคที่เด็กๆ  มีสื่อต่างๆ มาเรียกร้องความสนใจที่ทำให้เขาต้องอยู่กับที่นิ่งๆ ไปได้เคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ได้วิ่งเล่น ปลดปล่อยพลังไปตามวัย จนอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก จึงขอเชิญชวนคุณพ่อคุณแม่พาลูกออกจากบ้านไปเล่นในสนามเด็กเล่นกันค่ะ
       จากการศึกษาวิจัยพบว่า สนามเด็กเล่นคือสถานที่ที่สำคัญแห่งหนึ่ง ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาการของเด็กด้านต่างๆ รองจากที่บ้าน รูปแบบอันหลากหลายของเครื่องเล่น ล้วนส่งผลดีต่อพัฒนาการของเด็ก หากแต่ว่าสิ่งที่เป็นผลดีที่สุดในการเล่นในสนามเด็กเล่น ช่วยสร้างเสริม...

  • พัฒนาการของเด็กทางร่างกาย ได้แก่ พัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่-มัดเล็ก การประสานสัมพันธ์ของอวัยวะต่างๆ  ฝึกทักษะการทำงานของร่างกาย ช่วยฝึกทักษะการเคลื่อนไหวให้ คล่องแคล่ว ฝึกการทรงตัวให้มั่นคง เป็นต้น

  • พัฒนาการของเด็กทางสติปัญญา เด็กจะได้ฝึกทักษะแก้ปัญหาด้วยตนเองขณะเล่น รู้จักการตัดสินใจ พัฒนาทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบ การจำแนก ฯลฯ  

  • พัฒนาการของเด็กทางอารมณ์ จิตใจและสังคม  เพราะเด็กๆ จะเกิดความสนุกสนาน ผ่อนคลายความเครียด รู้จักปรับตัว เล่น รู้จักเล่นร่วมกับผู้อื่น เรียนรู้การระวังรักษาความปลอดภัยทั้งของตนเองและผู้อื่น ฯลฯ

       เรียกว่าสนามเด็กเล่นช่วยส่งเสริมพัฒนาการ 360° อัจฉริยะรอบด้านนั่นเองค่ะ

ฉลาดสื่อสาร

เล่นเกม “อะไรเอ่ย” พัฒนาภาษาลูก

       มาพัฒนาภาษาและความฉลาดสื่อสารของลูกด้วยการชวนลูกเล่นเกม “อะไรเอ่ย” โดยพ่อแม่เริ่มบรรยายลักษณะสัตว์หรือสิ่งของใกล้ตัวให้ลูกฟัง แล้วให้ตอบว่ามันคืออะไร จากนั้นผลัดให้ลูกเป็นฝ่ายบรรยายลักษณะให้พ่อแม่ตอบบ้าง ถ้ามีสมุดภาพประกอบตอนเฉลย  ก็จะช่วยเพิ่มสีสันการเล่นได้มากยิ่งขึ้น
       การสร้างเรื่องราวจากของใกล้ตัว แบบนี้ เด็กๆ จะเล่นได้ไม่รู้เบื่อทีเดียว  หากมีการปรับเปลี่ยนวิธีเล่นอยู่เรื่อยๆ ก็จะดี  เช่น มีการเล่าเรื่องด้วยการใช้หุ่นมือ หุ่นนิ้ว ตุ๊กตา  หรือรูปภาพ 2-3 รูป และถ้าเป็นสิ่งของที่ลูกได้ทำเองกับมือ (เช่น ภาพวาด) ก็ยิ่งช่วยดึงความสนใจให้เขาอยากเล่า แล้วยังได้ฝึกพัฒนาการด้านอื่นไปพร้อมกันด้วย เช่น จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ความแข็งแรงคล่องแคล่วของนิ้วเล็กๆ มือน้อยๆ ของลูก  ฯลฯ  ชวนเล่นแบบนี้บ่อยๆ ไม่ช้าลูกก็จะกลายเป็นนักเล่าเรื่องและนักสื่อสารที่ดีได้ไม่ยากค่ะ

ฉลาดด้านอารมณ์

บทเพลงสนุก พัฒนาอารมณ์ดีๆ ของลูก

       จังหวะมีผลต่อการตอบสนองของเด็ก ดนตรีที่มีจังหวะ กระชับ รวดเร็ว จะทำให้เด็กคึกคัก สนใจ ส่วนดนตรีที่มีจังหวะช้า จะทำให้เด็กสงบ ไม่งอแง เด็กอาจไม่สนใจดนตรีที่มีจังหวะช้าในระยะแรกเพราะต้องใช้สมาธิ หรือต้องใช้ความพร้อมในการฟังมาก แต่ดนตรีที่มีจังหวะช้าก็เหมาะที่จะใช้เป็นเพลงกล่อมให้นอนได้ดีกว่าดนตรีที่มีจังหวะเร็ว
       ในเวลาที่ลูกน้อยกำลังอารมณ์ไม่ดี คุณแม่อาจใช้วิธีเปิดเพลงจังหวะสนุกๆ ให้ลูกขยับแขนขาเคลื่อนไหว หรือจะตบมือเป็นจังหวะต่างๆ  และให้ลูกตบมือตามจังหวะดนตรี นอกจากนี้อาจใช้การเล่นเกมประกอบท่าทางให้ลูกดูและฟัง เช่น  “ก๊าบๆๆๆ เป็ดอาบน้ำในคลอง”  ” ลูกได้สนุกจากการได้ออกท่าทาง และได้จินตนาการไปตามเนื้อเพลงด้วย   
       เพลงที่นำมาเปิดให้ลูกฟังหรือนำมาเล่นกับลูก  คุณแม่สามารถให้ฟังได้หลากหลาย  ทั้งเพลงคลาสสิก เพลงไทยเดิม หรือเพลงอื่นๆ ที่มีทั้งเพลงร้อง และเพลงบรรเลงควบคู่กันไป เพลงร้องจะช่วยพัฒนาภาษาได้ดี ส่วนเพลงบรรเลงก็จะช่วยพัฒนาความเข้าใจ ความซาบซึ้งในดนตรี และยังช่วยพัฒนาด้านอารมณ์ ความรู้สึกของลูกได้ดีด้วยค่ะ รับรองว่าลูกน้อยจะอารมณ์ดีขึ้นและกลับมาร่าเริงสดใสตามวัยได้ในไม่ช้าค่ะ