เดือนที่ 30

ลูกนอนกรน

       การนอนกรนของเด็กนั้น อาจจะเป็นการกรนที่ไม่ปกติ และส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กด้านร่างกาย สติปัญญา และจิตใจ อีกทั้งยังมีผลต่อคุณภาพชีวิตและปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่ควรใส่ใจดูแลลูกอย่างใกล้ชิดค่ะ
       สาเหตุของการนอนกรนมาจากการอุดกลั้นของทางเดินหายใจให้ลมหายใจเข้ายาก ร่างกายจึงพยายามที่จะสร้างแรงเยอะๆ เพื่อให้ลมเข้า ก็เลยเกิดเป็นเสียงผิดปกติ เรียกว่าการนอนกรน  ซึ่งแบ่งเป็นการนอนกรนเฉยๆ หรือนอนกรนที่มีการอุดกลั้นทางเดินหายใจ ซึ่งถ้าเป็นการนอนกรนเฉยๆ ไม่ต้องรักษา เพราะว่ากลุ่มนี้จะไม่มีการทำให้สารเคมีในเลือดผิดปกติ แต่ถ้าเป็นการนอนกรนอีกแบบที่มีการอุดกลั้นทางเดินหายใจ คุณแม่ต้องรีบรักษาค่ะ

คุณแม่สามารถสังเกตว่าลูกนอนกรนแบบไหน อันตรายหรือไม่  โดยดูการหายใจ เช่น....

  • ลูกอ้าปากหายใจ เพราะจมูกหายใจเอาอากาศเข้าไปไม่พอหรือเปล่า

  • ลูกหายใจแบบกระสับกระส่าย เหมือนนอนหลับไม่สนิท  เพราะถ้าอากาศเข้าสู่ร่างกายน้อย ทำให้ออกซิเจนในเลือดลดลง คาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น เลือดเป็นกรด ระบบสารเคมีในร่างกายผิดปกติ ร่างกายจะมีเซลล์ตอบรับว่าหายใจไม่พอเลยต้องกระตุ้นให้ตื่น ตื่นในขณะหลับก็ทำให้เด็กกระสับกระส่าย เหมือนหลับแต่ไม่ได้พักผ่อน

  • เหงื่อจะออกมาก หายใจในขณะหลับแล้วจะรู้สึกเหนื่อย บางครั้งเด็กจะมีการปัสสาวะรดที่นอนเป็นประจำในช่วงกลางคืน

  • เวลาหายใจเข้าแล้วหน้าอกยุบ แต่ท้องป่อง ซึ่งถือว่าผิดปกติ

การป้องกันอาการนอนกรนสามารถป้องกันได้ในบางสาเหตุ เช่น...

  • ควรให้ลูกหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อสารก่อภูมิแพ้ ได้แก่ ควันบุหรี่ ฝุ่นละออง และสัตว์เลี้ยง

  • ควรหมั่นดูแลทำความสะอาดที่นอน ปลอกหมอนและผ้าห่มบ่อยๆ  เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นที่กักเก็บฝุ่นละอองและไรฝุ่น เพื่อป้องกันลูกมีอาการภูมิแพ้

  • ในเด็กที่มีปัญหาเรื่องความอ้วน ก็ต้องควบคุมน้ำหนัก  

       หากลูกมีอาการไม่รุนแรง คุณแม่สามารถช่วยเบื้องต้นได้ คือขณะที่ลูกนอนกรน ควรจัดให้ลูกนอนตะแคง จะทำให้ลิ้นไม่ไปอุดกั้นทางเดินหายใจ แต่หากคุณแม่ยังกังวลใจควรพาลูกไปพบคุณหมอค่ะ