การนับการตั้งครรภ์และอาการตั้งครรภ์ 1 สัปดาห์

ในทางการแพทย์ การนับการตั้งครรภ์จะนับกันตั้งแต่วันแรกที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้าย และจะมีการตกไข่และการปฏิสนธิใน 2 สัปดาห์หลังนั้น

สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์จะเริ่มนับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายของคุณแม่ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ดังนั้น ในช่วงที่คุณแม่ท้อง 1 สัปดาห์ จะเป็นการตั้งครรภ์โดยที่ยังไม่มีทารกในครรภ์เลย

  • หากคุณแม่มีรอบประจำเดือน 28 วัน ไข่จะตกประมาณวันที่ 14 นับจากประจำเดือนวันแรก และพบว่าก่อนและหลังไข่ตก 3 วัน ร่างกายคุณแม่จะมีความพร้อมที่สุด

  • วันไข่ตกคุณแม่สามารถสังเกตได้จากการมีมูกใสๆลื่นๆคล้ายไข่ขาวออกมาทางช่องคลอด และร่างกายของคุณแม่จะมีอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าปกติ 0.5-1.5 องศาเซลเซียส แนะนำให้คุณแม่ลองหาเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ โดยอมไว้ใต้ลิ้นก่อนล้างหน้าแปรงฟัน เพราะการได้รู้ช่วงเวลาไข่ตกที่แน่นอน จะเพิ่มเปอร์เซ็นต์การปฏิสนธิและการตั้งครรภ์มากขึ้น

  • ผู้หญิง 1 ใน 5 คนสามารถรู้สึกได้ถึงการตกไข่จากอาการปวดท้องน้อย ซึ่งอาจมีได้ตั้งแต่รู้สึกหน่วงๆ ไปจนถึงปวดระบมเป็นพัก ๆ และอาจเป็นอยู่เพียง 2-3 นาทีไปจนถึง 2-3 ชั่วโมง อาการปวดท้องน้อยนี้ก็เกิดจากรังไข่บวมเป่ง มีไข่ตกแตกทะลุออกมา บางทีก็มีเลือดไหลซึมออกมาจากรังไข่ไปขังอยู่ในอุ้งเชิงกราน ก็ทำให้เกิดการปวดท้องน้อยได้

สมัครเป็นครอบครัวเอนฟากับชมวันนี้ ลุ้นรับฟรีไดร์เป่าผม Dyson Supersonic Hair Dryer

อาการคนท้อง 1 สัปดาห์จะแสดงให้รู้อย่างไรบ้าง?

อาการคนท้องในระยะ 1 สัปดาห์นั้น จะรู้ได้จากประจำเดือนที่ขาดหายไป ถ้าตามปกติคุณแม่มีประจำเดือนมาอย่างสม่ำเสมอและค่อนข้างตรงเวลา แต่หากประจำเดือนขาดไป 12-16 วัน ก็เป็นไปได้ว่าคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ คุณแม่ลองสังเกตตัวเองนะคะว่ามีอาการบางอย่างเหล่านี้ร่วมด้วยบ้างหรือไม่ เช่น อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ เต้านมคัดตึง เป็นต้น นี่คืออาการคนท้องในระยะเริ่มต้นค่ะ

เพื่อความมั่นใจ คุณแม่ลองซื้อชุดทดสอบการตั้งครรภ์ติดบ้านไว้ หากผลทดสอบเป็นบวกก็มีความเป็นไปได้สูงว่าคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ และคุณแม่ต้องให้ความใส่ใจต่อการดูแลตัวเองและลูกในท้องอย่างจริงจังโดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ 1 สัปดาห์

เมื่อคุณแม่ตรวจสอบแล้วพบว่าตัวเองมีอาการคนท้องดังกล่าว ถึงเวลาดูแลตัวเองแล้วค่ะ โดยควรให้ความสำคัญกับเรื่องต่อไปนี้

  • รับกรดโฟลิกให้เพียงพอ

    แร่ธาตุตัวนี้มีความสำคัญมาก คุณแม่ควรได้รับมาก่อนตั้งครรภ์ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ก็ถือว่ายังไม่สาย เมื่อตั้งครรภ์คุณแม่ต้องได้รับกรดโฟลิกเพิ่มกว่าปกติ โดยเฉพาะ 3 เดือนแรก กรดโฟลิกจะช่วยลดความผิดปกติของระบบประสาท สมองกะโหลกศีรษะ และกระดูกสันหลังของลูก พบได้ในผักใบเขียว ตับ เป็ด ไข่แดง

  • อย่าขาดธาตุเหล็ก

    ช่วงนี้คุณแม่ต้องรับธาตุเหล็กเพิ่มเป็น 2 เท่า เมื่อกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง อย่างเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ และผักใบเขียวต่างๆ แนะนำให้ดื่มน้ำส้มระหว่างที่ทานอาหารด้วย เพราะวิตามินซีในน้ำส้มจะช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็กจากอาหารให้ดีขึ้น ที่สำคัญ หากยังหยุดดื่มกาแฟไม่ได้ คุณแม่ควรดื่มให้น้อยที่สุด (ไม่เกิน 1 แก้ว) และควรทิ้งระยะจากอาหารมื้ออาหารพอสมควร เพราะคาเฟอีนส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหาร โดยเฉพาะการดูดซึมธาตุเหล็ก

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

    เช่น การนอน คุณแม่ควรนอนหลับอย่างต่ำคืนละ 8 ชั่วโมง มีการศึกษาพบว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่นอนน้อยกว่าคืนละ 5 ชั่วโมง มีความเสี่ยงที่จะเกิดครรภ์เป็นพิษมากกว่าปกติถึง 9.5 เท่า การดูแลอาหารการกินที่มีคุณภาพ เป็นต้น

  • ฝากครรภ์ทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์

    การตรวจครรภ์ครั้งแรกสำคัญมาก คุณหมอจะถามและตรวจร่างกายคุณแม่อย่างละเอียด ตรวจดูตำแหน่งของการตั้งครรภ์ ดูว่ามีตัวเด็กมีหัวใจเต้น คุณแม่ควรสังเกตและจดบันทึกอาการของตนเอง ทั้งสุขภาพโดยทั่วไปและความผิดปกติ รวมถึงหากมีปัญหาสงสัย ก็ควรเตรียมคำถามที่สงสัยเอาไว้ล่วงหน้าก่อนไปพบแพทย์นะคะ

เพราะการดูแลตัวเองอย่างดีจะส่งผลดีต่อพัฒนาการลูกในท้อง ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่คนใหม่ทุกคนค่ะ

ถึงเวลาที่คุณแม่ต้องคิดถึงการบำรุงและดูแลครรภ์ สิ่งที่คุณแม่ควรใส่ใจก็คือการได้รับโภชนาการที่ดี มีคุณภาพนั้นไม่ได้สำคัญเฉพาะกับพัฒนาการลูกในครรภ์เท่านั้น หากยังส่งผลต่อสุขภาพและช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้คุณแม่เองด้วย
โภชนาการที่ดีหมายถึงการที่คุณแม่ได้รับสารอาหารอย่างสมดุล คือได้รับทั้งสารอาหารหลัก (โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน) และสารอาหารรอง (เกลือแร่และวิตามิน) และยังช่วยส่งเสริมการทำงานของจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ของคุณแม่ สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือสารอาหารอย่างกรดโฟลิก และวิตามินบี 12 มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน
คุณแม่ตั้งครรภ์ควรกินดี ออกกำลังกายบ่อยๆ และไม่เครียด สุขภาพกายและใจที่ดีของคุณแม่จะส่งผลต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์

MFGM